|
รายงานสถานการณ์ยางธรรมชาติ ประจำเดือนธันวาคม 2568
เศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจโลกยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้าระลอกใหม่และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายภาษีและมาตรการค้าของสหรัฐฯ ยังคงมีผลต่อการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะสินค้าจากจีนและเอเชีย ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อประคองเศรษฐกิจที่เริ่มสูญเสียแรงส่งจากการตั้งกำแพงภาษีทางการค้าและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย อีกทั้ง IMF คาดว่าสหรัฐฯ จะขยายตัวที่ประมาณ 2.0% ในปี 2568 ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับปานกลาง ส่วนจีนยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่น เศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าแต่ต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากท่องเที่ยวและมาตรการรัฐ แต่เผชิญความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความท้าทายจากส่งออกที่ชะลอและหนี้ครัวเรือนสูง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที กนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ปี2568 คาดโต 2.4-2.9% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ส่วนปัจจัยจากภัยพิบัติธรรมชาติ (น้ำท่วมภาคใต้) สร้างความเสียหายมากและต้องใช้เงินทุนฟื้นฟูสูง อีกทั้งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อเทียบกับเงินบาทตั้งแต่ต้นปีนั้นแข็งค่าขึ้นที่ 8% จากดอลลาร์ที่อ่อนค่ากดดันผู้ส่งออก ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีการปรับลดดอกเบี้ยและราคาทองคำที่มีการปรับสูงขึ้น ความตึงเครียดชายแดน หากการค้าโลกไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ การขยายตัวทั้งจีนและไทยอาจถูกกดดันต่อเนื่อง ส่วนภาคการส่งออกขยายตัวประมาณ 5.5% แต่เริ่มเผชิญแรงกดดันในช่วงปลายปีจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน อย่างไรก็ตาม การติดตามภาวะเศรษฐกิจในปี 2569 ต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่สืบเนื่องมาจากปี 2568 โดยเฉพาะนโยบายการค้าโลกและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศ เช่น นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย การขยายตัวของเทคโนโลยี AI การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เป็นต้น
สภาพอากาศ
สภาพอากาศในเดือนพฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนในระยะครึ่งแรกของเดือนยังคงมีอากาศหนาวเย็น เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนยังคงแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนเป็นระยะๆ ส่วนบริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อไป ปริมาณฝนรวมบริเวณประเทศไทยตอนบนจะใกล้เคียงค่าปกติ ส่วนภาคใต้ปริมาณฝนรวมจะสูงกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 20
ยางพารา
ในเดือนธันวาคม 2568 สถานการณ์ยางพาราในประเทศไทยราคายังคงผันผวนในทิศทางขาขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนหลักจากความกังวลด้านอุปทานเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในพื้นที่ปลูกยางสำคัญของไทย โรคใบร่วงยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยล่าสุดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินโครงการชะลอการขายยาง ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ช่วยให้มีการรักษาปริมาณผลผลิตยางพาราเข้าสู่ตลาดให้มีปริมาณที่เหมาะสม เพื่อลดความผันผวนราคายางพาราให้มีเสถียรภาพ ช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ในระหว่างรอการขายผลผลิต โครงการรักษาเสถียรภาพราคายางของตลาดกลางยางพารา กยท. การจัดตั้งตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่แต่ผู้ประกอบการก็ยังเผชิญกับความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทแข็งค่า ส่วนราคาเฉลี่ยในเดือนธันวาคม 2568 ราคาน้ำยางสด (ณ โรงงาน) อยู่ที่ 53.75 บาทต่อกิโลกรัม และยางแผ่นรมควันชั้น 3 (FOB) อยู่ที่ 66.74 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายน้ำยางข้น F.O.B. กรุงเทพ (BULK) เฉลี่ย 1,351.29 (USD/MT) ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ส่งออกยางพารา 3.76 แสนตัน (-8.27% MoM) เป็นมูลค่า 2.17 หมื่นล้านบาท (-7.88% MoM) เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ราคาน้ำมันดิบ WTI & Brent
ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวนเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาที่ทวีความรุนแรง หลังสหรัฐฯ ยกระดับมาตรการคว่ำบาตรและปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลข นํ้ามันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 2 ม.ค. 69 ปรับลดลง 3.8 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 419.1 ล้านบาร์เรล
หมายเหตุ: ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งได้นำมารวบรวมและวิเคราะห์ประมวลผล ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยสมาคมยางพาราไทย จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดใดที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด
|