|
รายงานสถานการณ์ยางธรรมชาติ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568
เศรษฐกิจโลก
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในเดือนตุลาคม 2568 นั้นยังขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากภาวะความไม่แน่นอนทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ โดย OECD คาดว่า GDP โลกจะเติบโตประมาณ 3.2% แม้จะชะลอลงจากช่วงก่อน สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยช่วงปลายปี ทางด้านจีนมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายนปรับลดลงสู่ระดับที่ 88.7 ในส่วนการเพิ่มขึ้นของภาษีนำเข้า (tariffs) ในบางประเทศ การแยกกลุ่มทางเศรษฐกิจ (“economic fragmentation”) ทั้งอาจกดดันการค้าโลก กระทบโซ่อุปทาน และเร่งความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อและต้นทุน เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความท้าทายและความเปราะบางภายในประเทศ ภาคส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ และภาครัฐได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ โครงการบริโภค/ภาคบริการหลายอย่าง เช่น “คนละครึ่งพลัส” และมาตรการท่องเที่ยว-เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งล้วนช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งอาจช่วยพยุงการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคบริการ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากการลงทุนภาคเอกชนที่ยังอ่อนแรง และความเสี่ยงจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางพื้นที่ ซึ่งภาคธุรกิจและบริการต้องหยุดดำเนินการรวมถึงใช้เวลาฟื้นฟูรวม 15 วันเป็นอย่างน้อย คาดว่าความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
สภาพอากาศ
สภาพอากาศในเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ประเทศไทยตอนบน จะมีอากาศหนาวเย็นมากขึ้น โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมีฝนเล็กน้อยบางพื้นที่ สำหรับบริเวณยอดดอยจะมีอากาศหนาวโดยทั่วไป ส่วนบริเวณภาคใต้ ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นต่อไป โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป กับจะมีฝนหนักหลายพื้นที่และหนักมากในบางแห่ง อีกทั้งมีหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงหรือพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวทะเลจีนใต้ตอนล่าง และมีโอกาสเคลื่อนผ่านภาคใต้ ซึ่งจะทำให้ภาคใต้จะมีฝนตกชุกเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้น้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งในช่วงวันที่ 21-28 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาในเขตพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลามีปริมาณน้ำฝนที่ตกที่สูงมาก โดยปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน สูงถึง 630 มม. ซึ่งมีปริมาณสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ จึงส่งผลให้จังหวัดเป็นเขตภัยพิบัติ หรือมหาอุทกภัยของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ยางพารา
ในเดือนพฤศจิกายน 2568 สถานการณ์ยางพาราในประเทศไทยราคายังปรับตัวในช่วงแคบและค่อนข้างทรงตัว โดยมีปัจจัยจากตลาดยางพาราที่เผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในภาคใต้ของไทยซึ่งมีการประเมิน ว่าผลผลิตไทยอาจลดลงสูงสุดประมาณ 90,000 ตัน (มูลค่าประมาณ 4.5 พันล้านบาท) จากพื้นที่ถูกน้ำท่วมและต้นยาง/ยางที่เสียหาย โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เปิดเผยว่าความเสียหายพื้นที่สวนยางพาราที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมที่กยท.ติดตามสถานการณ์นั้นมีอยู่ด้วยกัน 9 จังหวัด หรือประมาณกว่า 4.1 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตหายไปหลายหมื่นตัน อีกทั้งยังเผชิญกับความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนราคาเฉลี่ยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ราคาน้ำยางสด (ณ โรงงาน) อยู่ที่ 56.00 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบ (ท้องถิ่น) 56.15 บาทต่อกิโลกรัม และยางแผ่นรมควันชั้น 3 (FOB) อยู่ที่ 68.46 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ในเดือนตุลาคม 2568 ส่งออกยางพารา 4.10 แสนตัน (+15.49% MoM) เป็นมูลค่า 2.35 หมื่นล้านบาท (+11.49% MoM) เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ราคาน้ำมันดิบ WTI & Brent
ราคาน้ำมันดิบแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า หลังตลาดคลายกังวลเกี่ยวกับความไม่สงบระหว่างรัสเซียและยูเครน สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยตัวเลข น้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 21 พ.ย. 68 เพิ่มขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 426.9 ล้านบาร์เรล
หมายเหตุ: ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งได้นำมารวบรวมและวิเคราะห์ประมวลผล ทั้งนี้ การเผยแพร่ข้อมูลเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลแก่ผู้สนใจเท่านั้น โดยสมาคมยางพาราไทย จะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดใดที่อาจเกิดขึ้นจากการที่มีบุคคลนำข้อมูลนี้ไปใช้ไม่ว่าโดยทางใด
|