ในปี 2569 นี้ เริ่มต้นด้วยความผันผวนหลายอย่าง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวอยู่ที่3.1% ชะลอตัวลงจาก 3.2% ในปี 2568 เนื่องจากต้องเผชิญกับ ความผันผวนและแนวโน้มที่ยังไม่ชัดเจน ของมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะส่งผล ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงของ หลายประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลก ฟื้นตัวได้ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังเป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง การแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tension) ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ภาวะโลกร้อน สถานการณ์อุทกภัยรุนแรง และการเลื่อนการบังคับใช้มาตรการ EUDR ออกไป 1 ปี
สถานการณ์ยางพาราปี 2569 คาดว่ามีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยด้านสภาวะเศรษฐกิจโลกและปัจจัยที่ได้กล่าวมาข้างต้น โดยสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ(ANRPC) คาดการณ์ว่า การผลิตยางธรรมชาติทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 2.2 % เป็น 15,324 ล้านตันในปี 2569 สาเหตุหลักอาจมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและปัจจัยทางธรรมชาติที่ส่งผลต่อการผลิต เช่น โรคใบร่วง ส่วนการบริโภคยางธรรมชาติทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.4 % เป็น 15,602 ล้านตันในปี 2569 สะท้อนถึงความต้องการยางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก เช่น อุตสาหกรรมยางล้อ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ (ที่มา: CICC Wealth Futures) ตลาดยางธรรมชาติมีความผันผวนไม่แน่นอน และยังคงสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มระยะยาวต่อไป โดยไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจาก Climate change ที่ถี่และรุนแรงขึ้น และผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความท้าทายในการปรับตัวกับกฎระเบียบ Climate change ที่เข้มขึ้นทั่วโลก ได้แก่ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน(Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM)
โดยสรุป สมาคมฯ คาดหวังความร่วมมืออันเข้มแข็งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร โดยไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์ทางการค้าและการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ ๆ เร่งหาตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก รวมทั้งการเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบต่างๆ ทางการค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของยางธรรมชาติตลอดไป
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล
นายกสมาคมยางพาราไทย